สถาบันสอนร้องเพลง และ ดนตรี หลักของ GMM Grammy นำทีมโดย ครูเจ

เลือกภาษา
Untitled-1

ทำความรู้จักกับ Master Teacher “ครูเอ้ ศตวรรษ เมทะนี”

 

_SPP3905

“คนเราถ้ามีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ไม่ท้อถอยอะไรง่ายๆ ย่อมได้มาซึ่งทุกสิ่งที่ฝัน”

“ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป นามนั้นสำคัญไฉนบอกให้ก็ได้เราครุศาสตร์ ดนตรี…” เพลงที่ดัดแปลงมาจากเพลงดังจากละคร เรื่อง หางเครื่อง เพลงนี้เป็นที่รู้จักและติดตรึงอยู่ในใจของนิสิตและบัณฑิตจากคณะครุศาสตร์ ภาควิชา ดนตรีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกคนอย่างไม่มีวันลืมเลือน ภาควิชาที่ได้ให้กำเนิดนักร้อง นักดนตรี ทั้งสากลและไทยที่มีคุณภาพ หลายคนก็ผันตัวไปเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของนักร้องชื่อดังมากมาย อีกหลายคนก็มาเป็นศิลปินซะเอง รวมทั้งที่ยังยึดอาชีพความเป็นครูอย่างมั่นคงก็อีกนับไม่ถ้วน แล้วตัวผมเองควรจะจัดตัวเองอยู่ในแบบไหนนะ? ก็คงต้องพิจารณาดูจากหลายสิ่งอย่างที่ผมเคยทำมาทั้งหมดในด้านดนตรีศึกษาตั้งแต่ยังเล็ก.

ความฝันแรก

หลายคนอาจด่วนสรุปว่าผมคงอยากเป็นครูสอนร้องเพลง หรือนักร้องมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เปล่าเลยครับ ผมฝันและตั้งใจอยากเป็นนักเปียโนมาตลอดในวัยเยาว์ของผม ครั้งแรกที่ได้ยินเพลงประกอบโฆษณาเกี่ยวกับบ้านโฆษณาหนึ่ง สิ่งที่ขโมยความสนใจทั้งหมดของผมไปคือเพลงประกอบโฆษณาที่เป็นบทเพลงของใครก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเป็นเพลงบรรเลงจากเปียโนที่มีความท่วงทำนองและเมโลดี้ที่ไพเราะจับใจมาก… นั่นคือจุดที่ผมขอทางบ้านเรียนเปียโน ขณะนั้นผมอายุ 11 ปี หลังจากเรียนได้สักพัก บวกกับความขยันหมั่นเพียรของผมที่ฝึกซ้อมวันละสามถึงสี่ชั่วโมงเป็นประจำทุกวัน ผมก็เลยมีความตั้งใจที่อยากจะเป็นนักเปียโนมืออาชีพให้ได้ บวกกับการที่ครูของผมก็แอบกระซิบกับพ่อแม่ผมบ่อยๆว่าผมมีพรสวรรค์ทางนี้ อะไรคือพรสวรรค์? เด็กอายุขนาดนั้นอย่างผมยังไม่เข้าใจ รู้แค่ว่าเวลาเล่นเปียโนแล้วผมลืมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไปหมด! แต่ฝันแรกของผมแสนสั้นเหลือเกิน อายุ 14 ปี ผมเริ่มเจ็บนิ้ว และสังเกตว่ามันขยับไม่ได้ดั่งใจ และไม่เคยคิดจะบอกพ่อกับแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เพราะอะไรผมก็ไม่ทราบ แต่สุดท้ายผมก็เลิกเล่นเปียโนอย่างจริงจังไปหลังจากนั้นไม่นาน… อย่างไรก็ตาม ความฝันใหม่ของผมมาถึงเร็วเหลือเกิน!

ความฝันที่สอง

ตั้งแต่เด็กผมฟังแต่เพลงบรรเลงเปียโนทั้งคลาสสิคและแจ๊ส เพลงร้องต่างๆผมรู้จักน้อยมาก เพลงป๊อปยิ่งไม่ต้องถาม ผมไม่รู้จักเลยสักเพลง จนกระทั่งมีศิลปินท่านหนึ่งดังเป็นพลุแตกสมัยตอนผมเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ศิลปินท่านนั้นคือ คริสติน่า อากีล่าร์ หรือ ติ๊นา ของคนไทยทั้งประเทศนั่นเอง ผมเริ่มฟังเพลงร้องมากขึ้นจากหลากหลายศิลปิน และเริ่มหัดร้องเพลงเองโดยมีคำแนะนำเล็กน้อยจากคุณพ่อของผม โดยเฉพาะเรื่องการหายใจที่ถูกต้องเวลาร้องเพลง ขณะเดียวกัน ผมก็มีงานถ่ายแบบ ออกรายการโทรทัศน์ร่วมกับครอบครัว เล่นเกมโชว์บ้างประปราย และวันหนึ่ง ก็มีโทรศัพท์จากค่ายเพลงๆหนึ่งโทรมาตามผมไปเทสต์เสียง! ผมไป และเทสต์เสียงผ่าน เซ็นสัญญาเตรียมตัวเป็นศิลปินตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่ฝันของผมตอนนั้นมันก็ไม่ได้ตรงกับฝันที่หวังไว้สักทีเดียว เพราะทางค่ายตั้งใจจะปั้นศิลปินบอย แบนด์ที่กระแสกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในขณะนั้น จึงมีผมและเพื่อนๆอีกสามคนที่เตรียมตัวจะออกเทปเป็นนักร้องกลุ่มด้วยกัน เรียนร้องเพลงจริงจังเป็นครั้งแรกกับครูโดม หรือพี่โดมของพวกเรา ผู้ซึ่งต่อมาเป็นคนที่ชักชวนให้ผมสอบเข้าคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เอกวอยซ์ เรียนเต้น เรียนแอคติ้ง แล้วก็เข้าห้องอัดเสร็จเรียบร้อย แต่แล้วทางบริษัทก็ตัดสินใจยุบโปรเจ็คท์นี้ และจะให้ผมเป็นศิลปินเดี่ยวแทน แต่ผมปฏิเสธไปเพราะขณะนั้นผมได้สอบเอ็นทรานซ์ติดคณะครุศาสตร์ ดนตรี จุฬาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บวกกับผมเองก็คิดว่าผมเองได้เรียนขับร้องสากล(แต่เป็นแนวคลาสสิค)เป็นวิชาเอกอยู่แล้ว ผมจึงไม่ได้เสียดายอะไรนัก คิดว่าอีกหน่อยก็ต้องได้มีโอกาสทำอัลบั้มอีก หลังจากนั้น อย่างที่ไม่ได้ตั้งใจ ผมก็เริ่มงานใหม่อีกงานหนึ่งคืองานการแสดง ระหว่างที่มีงานแสดงอย่างต่อเนื่องและเรียนไปด้วย ก็มีโอกาสได้เข้าไปเทสต์เสียง และพูดคุยกับค่ายเพลงทั้งยักษ์ใหญ่และเล็กอีกมากมาย แต่ก็ไม่มีอะไรที่ลงตัว บวกกับเรียนก็หนัก งานละครก็เยอะ ผมก็เลยลืมๆความฝันนี้ไปบ้างมากพอสมควร… จนกระทั่งอีกหลายปีต่อมานี่แหละที่ความฝันของผมได้เป็นความจริง!

ความฝันที่เป็นจริง

หลังจากทำงานในวงการมาหลายปีมาก ทำมาเรียกได้ว่าแทบจะทุกอย่างแล้ว ความฝันเรื่องจะเป็นศิลปินออกเทปของผมก็เริ่มลืมเลือนไปตามกาลเวลา มีบางสิ่งมาช่วยจุดประกายบ้างจากการที่ได้ไปร้องเพลงการ์ตูนของค่ายภาพยนตร์ต่างชาติหลายๆค่ายในภาคภาษาไทย อาทิเช่น Mulan, Prince of Egypts, Antz, Peter Pan, Bambi. รวมถึงได้ร้องเพลงในคอนเสิร์ทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้ง ครุศาสตร์คอนเสิร์ต, CU Symphony Orchestra. ร้องทั้งคอรัส และ Soloist(ขับร้องบทเพลงอุปรากรภาษาอิตาเลียน) เล่น Musical เรื่อง “เด็กเสเพล” โดยรับบทนำ ที่กาดสวนแก้ว รวมถึงรับบทนำอีกครั้งในละครเพลงการกุศลเพื่อช่วยเหลือเหยื่อจากคลื่นยักษ์สึนามิ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ ในที่สุด เมื่ออายุ 26 ปี ผมก็ได้เซ็นสัญญาทำเทปอีกครั้งกับค่ายรถไฟดนตรี และมีอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกออกมา ชื่อ “Dream Comes True” ซึ่งตัวผมเองผมคิดว่าชื่ออัลบั้มนี้มันช่างเหมาะเจาะกับทางเดินความฝันของผมมากที่สุด! หลังจากหมดสัญญากับค่ายเพลงและอิ่มตัวกับงานแสดงแล้ว ผมก็เริ่มคิดว่าผมจะทำอะไรดีกับชีวิตของผมเอง จะให้เป็นนักแสดงต่อไป ผมก็เบื่อกับอะไรหลายๆอย่างในวงการ ด้วยความบังเอิญอีกครั้ง ผมไปเจอกับพี่โดม ผู้ซึ่งเป็นครูคนแรกและเป็นรุ่นพี่ของผมที่ครุศาสตร์ ดนตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สยาม ในช่วงที่พี่โดมกำลังจะหาครูมาสอนร้องเพลงที่โรงเรียนสอนร้องเพลงที่กำลังจะเปิดใหม่พอดี! ประจวบกับผมเองก็ได้กลับไปเรียนร้องเพลงอุปรากรอีกครั้งหลังจากห่างหายมาเกือบสิบปี คำชักชวนของพี่โดมจึงเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพใหม่และอาชีพปัจจุบันของผมเอง นั่นคือ ครูสอนร้องเพลง!

ครูสอนร้องเพลง

สิ่งที่ผมตั้งใจในการสอนร้องเพลงของผมนั้น ผมอยากให้นักเรียนของผมรู้ถึงการใช้เสียงที่ถูกต้องและเหมาะสมกับธรรมชาติเสียงของแต่ละคน ผมเน้นเป็นพิเศษเรื่องการหายใจที่ถูกต้องและการเลือกเพลงที่เหมาะสมกับเสียงร้อง ไม่ว่านักเรียนของผมจะร้องป๊อป Musical หรือ Classical ผมก็จะเน้นให้ทุกคนร้องอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องเค้น ไม่ปั้นเสียง หรือทำอะไรที่เกินกว่าที่ธรรมชาติเสียงของแต่ละคนจะสามารถที่จะทำได้ในระยะเวลานานๆ แนวคิดในการสอนของผมทั้งหมดมาจากประสบการณ์ตรงของผมเอง หลังจากกลับมาเรียนอุปรากรหลังจากห่างหายไปเกือบสิบปีตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากครุฯ ดนตรี จุฬาฯมา ผมเองก็ได้เจอกับการสอนของอาจารย์อย่างน้อยๆก็สองท่านที่มักจะให้ผมทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับธรรมชาติเสียงของผมเลย เสียงของผมเป็น Leggiero Tenore หรือ Light Tenor(High Tenor) และมีลักษณะพิเศษเฉพาะแบบที่เรียกว่าเป็น Irish Tenor ซึ่งต่างจาก Lyric Tenor, Spinto Tenor หรือ Dramatic Tenor โดยสิ้นเชิง แต่อาจารย์อย่างน้อยสองท่านก็พยายามจะให้ผมร้องเพลงที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติเสียงของผมเลยสักนิด ส่งผลให้เสียงร้องและวิธีการร้องของผมค่อนข้างจะไม่สบายเอาเสียเลย จนกระทั่งผมมาศึกษาการร้องเพลงกับอ.ชีล่า อังไพโรจน์ ผมถึงได้กลับมาร้องเพลงด้วยเสียงที่ “สบาย” อีกครั้ง รวมถึงผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆอีกมากมายทั้งในด้านบทเรียนและการปฏิบัติตนเยี่ยงอาจารย์ที่ดีจากท่านมาหลายอย่างทีเดียว

หลังจากวันที่ผมตัดสินใจมาสอนร้องเพลงที่โรงเรียนๆหนึ่ง จนถึงมาเป็นครูที่มีฟ้า และ Grammy Vocal Studio ในปัจจุบัน ผมคิดว่านอกจากผมจะได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การร้องเพลง รวมถึงการแสดงให้กับนักเรียนของผมทุกคนแล้ว ผมเองก็ตระหนักอยู่เสมอว่า คนเป็นครูทุกคนก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากศิษย์ของเราเองเช่นกัน ทุกวันนี้ผมก็ยังมีงานคอนเสิร์ตที่ร้องกับเพื่อนๆ(ซึ่งเป็นแนวคลาสสิคซะส่วนใหญ่) ทั้งคอนเสิร์ตที่กลับไปเป็น Soloist ให้กับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายคอนเสิร์ต ควบคู่กับงานสอนของผมที่ GRVS ซึ่งย่างเข้าปีที่ 7 เข้าไปแล้ว ผมเองรู้สึกดีทุกครั้งที่เห็นนักเรียนของผมมีพัฒนาการในด้านการร้องเพลงที่ดีขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น และที่สำคัญ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี. ส่วนผมเองก็ยังมองหาโอกาสที่จะพัฒนาตนเองมากขึ้นอยู่เสมอๆ รวมถึงโอกาสที่จะได้ร้องเพลงในคอนเสิร์ตต่างๆเช่นกัน…

 

ครูเอ้ ศตวรรษ เมทะนี 

Loading Facebook Comments ...