สถาบันสอนร้องเพลง และ ดนตรี หลักของ GMM Grammy นำทีมโดย ครูเจ

เลือกภาษา

ไปออดิชันร้องเพลงทีไร ตกม้าตายเพลงเร็วทุกที by ครูนุ้ย

Share :

 


995261_477569632356515_453083118_n

      เมื่อพูดถึงการออดิชันนักร้องหรือศิลปิน ส่วนใหญ่เพลงที่ผู้ออดิชันเลือกไปร้องมักเป็นเพลงที่ได้โชว์พลังเสียง โชว์ทักษะและความสามารถในการร้อง ซึ่งมักหนีไม่พ้นเพลงที่มีจังหวะช้าถึงปานกลาง จนหลายคนลืมให้ความสำคัญกับเพลงเร็วซึ่งมักจะถูกขอให้ร้องหลังจากร้องเพลงช้าได้ดี จากประสบการณ์ของครูนุ้ยที่สอนนักเรียน ,ติวนักร้องเพื่อเตรียมตัวออดิชัน หรือเป็นกรรมการคัดเลือก ครูนุ้ยมักจะพบคนที่ร้องเพลงช้าได้ดีมาก มีทักษะการควบคุมเสียงร้องและถ่ายทอดบทเพลงได้ดีมาก แต่พอขอให้ร้องเพลงเร็วก็มักจะทำได้ไม่ดี วิธีการร้องหรือการถ่ายทอดเพลงจะกลายเป็นแบบเพลงช้า ซึ่งทำให้ขาดอรรถรสของเพลงเร็วไปเสีย ครั้งนี้ครูนุ้ยเลยมีคำแนะนำเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเพลงเร็วและเพลงช้า เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่หลายๆคนบ้างในการฝึกซ้อมเพลง

 

ความแตกต่างระหว่างเพลงช้ากับเพลงเร็ว

     1. ข้อแรก แน่นอนที่สุดต้องเป็นความเร็วของเพลงที่ภาษาดนตรีเรียกว่า Tempo ที่เราสามารถรู้ได้โดยการเคาะจังหวะ ตบมือ หรือโยกตัวตาม Tempoเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอเท่ากันตลอดทั้งเพลงเหมือนการเดินของเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกา แต่ว่า แต่ละเพลงจะช้าเร็วไม่เท่ากัน ซึ่งเพลงเร็วจะเคาะถี่กว่าเพลงช้าอย่างชัดเจน เวลาฝึกซ้อเพลงเร็วก็ควรจะปรับชีพจรหรือPulse ปรับความรู้สึก ให้เข้ากับจังหวะเพลงนั้นๆเสียก่อน เปรียบง่ายๆเหมือนปรับตัวเองให้เดินสวนสนามเวลาเรียนลูกเสือหรือรด.ไปพร้อมกับคนอื่นๆได้ ครูนุ้ยแนะนำให้เปิดเพลงฟังแล้วโยกตามหรือเต้นตามที่เรารู้สึกก่อน หลังจากนั้นลองร้องเอง น่าจะช่วยทำให้เข้าใจความรู้สึกเพลงมากขึ้น

     2. Rhythm คือจังหวะจะโคนของทำนองและคำร้อง ซึ่งเพลงเร็วจะมีจังหวะที่สั้น กระชับกว่าเพลงช้า การลากเสียงลากคำก็มีน้อยกว่าหรือแทบไม่มีเลย ดังนั้น เพลงเร็วก็จะมีคำร้องที่ที่เยอะและรัวเป็นจังหวะสั้นๆติดกันมากกว่า เวลาร้องจึงไม่ควรลากหางเสียงมากเกินไป เพราะจะทำให้ขาดความกระชับ กระฉับกระเฉง หรือถึงขั้นร้องเข้าจังหวะในประโยคต่อไปไม่ทัน

     3. Phrasing หรือในภาษาไทยคือประโยคเพลงซึ่งหมายถึงทั้งประโยคของคำร้อง และประโยคของทำนองเพลง เพลงเร็วจะมี Phrase ที่สั้นกว่า มีวรรคตอนหรือวรรคหายใจบ่อยกว่า ดังนั้นเวลาร้องจึงไม่ควรร้องลากต่อกันยาวไปถึงแม้ว่าเราจะมีลมหายใจพอก็ตาม เวลาซ้อมครูนุ้ยแนะนำให้ใช้ดินสอขีดแบ่งวรรคในเนื้อเพลงก่อนแล้วค่อยร้อง พอร้องหลายๆรอบเราจะเริ่มชินเองครับ

     4. Accent คือการเน้นเสียง เน้นคำต่างๆ หรือที่เรามักจะพูดกันง่ายๆว่ากระแทกเสียง ซึ่งแน่นอนว่าเพลงเร็วจะต้องมีสิ่งเหล่านี้มากกว่าเพลงช้า เพราะเพลงเร็วต้องการความสนุกสนาน  จึงต้องการการเน้นการกระแทกเพื่อปลุกเร้าคนฟังให้มันตาม แต่สิ่งที่ครูนุ้ยอยากเตือนให้ระวังคือการกระแทกเสียงมากๆจนกลายเป็นการตะคอก ซึ่งจะทำให้เราควบคุมPitchหรือระดับเสียงหรือตัวโน้ตไม่อยู่ (ทำให้เพี้ยนนั่นเอง) อีกทั้งยังทำให้เราเจ็บคอหรือเสียงพังได้ การเน้นที่ควรทำคือการเน้นคำ เน้นภาษา หรือใช้น้ำเสียงต่างๆ ในการเน้นจังหวะที่เราต้องการ

     5. วิธีการร้อง เวลาร้องเพลงเร็วควรจะร้องเหมือนขว้างหรือโยนคำโยนเสียงให้พุ่งออกไป ซึ่งแตกต่างจากเพลงช้าที่ต้องควบคุมการออกเสียงให้ออกมานุ่มนวล สง่างาม ไพเราะเป็นอย่างมาก จำไว้ว่าเพลงเร็วต้องการความมันความสนุก ไม่ได้ต้องการความสวยงามของเสียงมาก (แต่ไม่ใช่ว่าร้องแหกปากตะโกนนะครับ) ครูนุ้ยแนะนำให้ใส่น้ำเสียงลงไปในคำที่เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วม หรือเล่นเสียงสนุกๆเยอะๆ ตราบเท่าที่ไม่ทำให้โน้ตหรือจังหวะเสียไป

     ยังมีรายละเอียดอื่นๆปลีกย่อยหรือเทคนิคการฝึกเพลงเร็วอีกมากมายครับ แต่สำหรับหลักใหญ่ๆที่ได้แนะนำไปครูนุ้ยเชื่อว่าน่าจะพอทำได้เรามีพื้นฐานการร้องเพลงเร็วที่ดี เพื่อที่จะพัฒนาในส่วนอื่นๆต่อไปครับ

Loading Facebook Comments ...