สถาบันสอนร้องเพลง และ ดนตรี หลักของ GMM Grammy นำทีมโดย ครูเจ

เลือกภาษา

เรียนร้องเพลงอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ by ครูนุ้ย

Share :

 

Untitled-1

     สวัสดีชาวG-Vocalทุกคนครับ วันนี้ครูนุ้ยมีประสบการณ์ความรู้ดีๆมาแบ่งปันครับ เรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เรียนร้องเพลงอยู่ หรือผู้ที่กำลังคิดจะเริ่มเรียนร้องเพลงครับ   หลายๆคนที่เรียนร้องเพลงอยู่อาจจะเจอปัญหาเรียนแล้วไม่พัฒนาสักที หรือพัฒนาช้า เสียเงินค่าเรียนไปก็ตั้งเยอะแล้ว ร้องไม่ดีสักที หรือปัญหาเดิมๆก็ยังมีอยู่ แก้ไขไม่ได้สักที ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในการเรียนและการเตรียมตัวที่ดีก่อนจะเรียนร้องเพลงแต่ละครั้ง ไม่รู้วิธีการเรียนที่ทำให้ได้ผลดีและไม่รู้จะเตรียมตัวอย่างไรก่อนเรียนแต่ละครั้ง ครูนุ้ยจึงอยากแนะนำวิธีการเตรียมตัวและวิธีการเรียนที่ได้ผลครับ

1. ก่อนเรียนควรเตรียมสุขภาพร่างกายให้พร้อม คืนก่อนเรียนควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดอาการอ่อนเพลียหรือเสียงแหบแห้งในขณะเรียน เพราะการเรียนร้องเพลงต้องใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนในการออกแรงตลอดทั้งชั่วโมง ใครที่เรียนร้องเพลงอยู่คงทราบดีว่าค่อนข้างเหนื่อย
2. ก่อนเรียนไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินเพราะจะทำให้จุกเสียดแน่นท้อง หรือเรอขณะร้องเพลง ไม่สามารถออกเสียงออกแรงได้ถนัด หรืออย่ารับประทานอาหารในเวลาที่ใกล้เวลาเรียนมากเกินไป หากจำเป็นต้องทานควรเว้นระยะห่างก่อนเรียนประมาณ 1 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น หรือพอที่ร่างกายของตนเองจะย่อยหมด ไม่เกิดอาการเรอหรือจุกเสียดแน่นท้อง แต่ไม่ควรปล่อยให้ตนเองหิวหรือท้องว่างก่อนมาเรียนนะครับ เพราะอาจจะทำให้ไม่มีแรงได้
3. ควรเตรียมน้ำดื่มอุณหภูมิปกติไว้สำหรับจิบดื่มขณะเรียน เพราะเนื่องจากเส้นเสียงต้องทำงานอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องตลอด 1 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคอแห้งเส้นเสียงแห้ง ทำให้เส้นเสียงบาดเจ็บเกิดอาการเจ็บคอได้ ควรรักษาเส้นเสียงให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาโดยการจิบน้ำดื่มน้ำเป็นระยะขณะเรียน
4. ควรวอร์มเสียงร่างกายมาเล็กน้อยให้พร้อมก่อนร้องเพลง โดยอาจจะให้วิธีการง่ายๆเช่น ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อร่างกาย , ซ้อมการหายใจเข้าออกที่ถูกต้องสำหรับการร้องเพลง ,ทำ Liproll , Hmm หรือเปล่งเสียงร้องเพลงอะไรก็ได้แบบสบายๆมาสัก 1 รอบ เพื่อความพร้อมของเส้นเสียงก่อนที่จะทำแบบฝึกหัดฝึกเสียงไล่สเกล (Vocalization) ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคนิคการเปล่งเสียงในแต่ละโน้ตแต่ละช่วงเสียงกับคุณครูในคาบเรียน
5. เวลาเรียนควรมีอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น เช่น
          – เนื้อเพลง ดินสอ ยางลบ ควรมีให้พร้อม ไม่ว่าจะจำเนื้อเพลงได้หรือไม่ได้ก็ควรจะมี เพื่อที่จะสามารถจดรายละเอียดที่ครูสอนลงในเนื้อเพลงแต่ละท่อน หรือแม้กระทั่งแต่ละคำแต่ละพยางค์ และสามารถนำกลับไปซ้อมเองได้อย่างถูกต้องและถูกจุด ทำให้การเรียนครั้งต่อไปมีการพัฒนาขึ้น นักเรียนหลายคนบ่นว่าเรียนเพลงเดิมซ้ำหลายสัปดาห์จนเบื่อ แต่ในขณะที่เวลาเรียนไม่เคยจดรายละเอียดที่ครูสอนลงไป หรือไม่มีแม้กระทั่งเนื้อเพลง เมื่อมาเรียนครั้งต่อๆไปจึงไม่สามารถร้องได้ถูกต้องตามมาตรฐานที่คุณครูสอนไป ทำให้ครูต้องสอนวนซ้ำเนื้อหาเดิมเรื่องเดิมไปเรื่อยๆ ถึงครูจะเปลี่ยนเพลงสอนไปเรื่อยๆ แต่ปัญหาการร้องแบบเดิมๆก็ยังมีอยู่ ไม่สามารถพัฒนาทักษะการร้องให้ดีขึ้นได้ ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า การเรียนร้องเพลงไม่ใช่การมาร้องคาราโอเกะตามร้าน ที่เมื่อร้องเพลงนี้จบหรือเบื่อเพลงนี้ก็เปลี่ยนไปร้องเพลงอื่น แต่การเรียนร้องเพลงคือการมาเรียนทักษะวิธีการร้องการเปล่งเสียงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะสามารถนำทักษะนั้นไปฝึกเพลงอื่นที่ชื่นชอบเองได้ ฉะนั้นเพลงในการเรียนร้องเพลงก็คือแบบฝึกหัดที่ใช้ฝึก เมื่อไม่ผ่านบทแรก บทที่2ก็ทำไม่ได้อยู่ดี
          – เครื่องอัดสียง หรือโทรศัพท์ที่สามารถบันทึกเสียงได้ เป็นสิ่งช่วยเสริมในการจดจำสิ่งที่ครูสอนได้ดีขึ้น ผู้เรียนสามารถแบ่งการอัดเป็น2ช่วงได้คือ ช่วงวอร์มเสียงหรือ Vocalize เพื่อที่ผู้เรียนสามารถนำไปเปิดทบทวนและฝึกซ้อมตามได้ทุกวันระหว่างสัปดาห์ เพื่อที่จะฝึกทักษะเดิมซ้ำจนชำนาญ เมื่อถึงคาบเรียนสัปดาห์ต่อไปครูจะสามารถสอนทักษะเทคนิคใหม่เพิ่มเติมได้ ทำให้แต่ละสัปดาห์มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ย่ำอยู่กับที่ และการพัฒนาทักษะโดยรวมเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  และอีกช่วงคือช่วงฝึกเพลง อัดเพื่อที่ผู้เรียนสามารถนำกลับไปฝึกซ้อมเพลงได้ถูกต้องและถูกจุด ทำให้สามารถร้องแต่ละเพลงได้ดีเร็วขึ้น สามารถเปลี่ยนเพลงได้เร็วขึ้น ได้ร้องเพลงมากขึ้น

6. เวลาเรียนควรมีสมาธิและเปิดใจรับฟังสิ่งที่ครูสอบ ไม่ปิดกั้นรับข้อมูลความรู้ใหม่ๆจากครู เพราะจะมีผลทำให้เราไม่สามารถร้องหรือทำเทคนิคต่างๆได้ ไม่มีอคติหรือท้อถอยเมื่อได้รับคำวิจารณ์ครู และไม่หลงระเริงในคำชื่นชมของครู หากมีข้อสงสัยควรสอบถาม ไม่ควรเก็บไปคิดเองจนกังวลจนมีผลต่อการร้อง หากครูอธิบายแล้วยังไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นให้ทำใจให้สบายแล้วลองทำตามให้ได้ก่อน เพราะการร้องเพลงเป็นศาสตร์ด้านทักษะ ผู้เรียนจะเข้าใจมากขึ้นเมื่อสามารถปฏิบัติได้เอง

7. ไม่เลือกเพลง ไม่เกี่ยงเพลง ควรเปิดใจรับและฝึกเพลงหลากหลายแนวเพลงหลากหลายสไตล์ที่ครูแนะนำ ไม่จำเพาะเจาะจงร้องแต่แนวเพลงที่ตนเองชอบ เพราะครูผู้สอนได้มีการพิจารณาก่อนแล้วว่าบทเพลงใดแนวเพลงใดเหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนในเวลาใด เพื่อที่จะวางแนวทางการพัฒนานักเรียนแต่ละคน บทเพลงก็เหมือนแบบฝึกหัด แบบทดสอบ หากเราได้มีโอกาสได้ฝึกหลากหลายแนวเพลงก็จะทำให้ทักษะการร้องเราพัฒนาขึ้น เก่งขึ้น สามารถร้องเพลงฝึกเพลงที่ตนเองชอบได้ด้วยตนเองในภายหลัง

8. ฝึกซ้อมและเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ การเรียนไม่สม่ำเสมอทำให้ขาดความต่อเนื่องในการฝึกฝน บางคนเรียน ครั้งสองครั้งแล้วก็หยุดเรียนไปเป็นเดือน หรือเรียน 1เดือน หยุดไปอีกหลายเดือน แล้วจึงกลับมาอัดเรียนติดๆกัน ก็เหมือนกลับมาเริ่มเรียนใหม่ทุกครั้ง ครูก็ต้องเริ่มต้นสอนเนื้อหาเดิมใหม่ ทำให้การพัฒนาไม่ต่อเนื่องหรือไม่มีการพัฒนา หรือคนที่เรียนอย่างสม่ำเสมอแต่ขาดการซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เช่นระหว่างสัปดาห์หรือระหว่างชั่วโมงเรียนครั้งต่อไปไม่มีการฝึกซ้อมสิ่งที่ครูสอนไว้ หรือมาเร่งฝึกซ้อมใกล้วันเรียนติดๆกันนานหลายชั่วโมง ก็ไม่สามารถพัฒนาทักษะได้เหมือนกัน หรือได้แต่ใช้เวลานาน การฝึกร้องเพลงเป็นเรื่องของทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทีละนิดให้เกิดความเคยชิน ควรฝึกอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่หักโหม เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ซ้อมถี่ๆ ดีกว่าซ้อมนานๆ” ถ้าเรียนแล้วไม่ฝึกซ้อม ต่อให้ได้ครูดีแค่ไหนก็ไม่มีวันพัฒนาครับ

    ข้อแนะนำเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากประสบการณ์การเรียนการสอนของครูนุ้ย ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่จะทำให้เราเรียนแล้วประสบผลสำเร็จ แต่ไม่กี่ข้อนี้ถ้าทุกคนปฏิบัติตาม ครูนุ้ยรับรองว่างทุกคนจะประสบผลสำเร็จแน่นอนครับ 

 

ครูนุ้ย ปิยะวัฒน์ ปันทนา (Voice Master Teacher)

Loading Facebook Comments ...